Key

posted on 24 Apr 2010 00:37 by 1moretime

ย้อนไปช่วงแรกที่ผมเริ่มคลั่งอนิเมะ  ผมได้รู้จักกับค่ายKeyจากเพื่อนสนิท

เรื่องแรกของค่ายนี้ที่ผมได้ดูคือKanon...ซึ่งสร้างความประทับใจให้ผมอย่างมาก

และผมเองก็ค่อยๆกลายเป็นโอตาคุมากขึ้นทุกทีๆ   จวบจนเวลาผ่านไปเนิ่นน่าน

ผมเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง  ผมดูอนิเมะเพื่ออะไร   ในใจผมมีหลายคำตอบ.....

เพื่อเติมเต็มสิ่งที่โลกนี้ไม่สามารถให้ผมได้   เพื่อมองหาบางสิ่งที่ขาดหาย

...แต่สุดท้ายคำตอบที่ผมได้รับมีเพียง"หนีโลกแห่งความเป็นจริง"

ปิดตายจิตใจจากโลก3D...ใช้ชีวิต2หน้าไปวันๆเพื่อลบเลือนความเจ็บปวดจากครอบครัวอันชอกช้ำ

ตอนม.ต้นผมได้ดูClannadหนึ่งในอนิเมะของค่ายKeyจบไปรอบนึง...

และได้ดูAfterอีกหน่อยแต่ต้องพักไปเพราะว่ายังออกมาไม่ครบ

ตอนนี้ผมได้กลับมาดูClannadอีกรอบพร้อมภาคafter  และAngel Best! อนิเมะมาใหม่ของค่ายkey

ผมเพิ่งได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากอนิเมะของค่ายนี้   Keyได้บอกกับผมผ่านมุมมองและแนวคิด

อนิเมะไม่ใช่สิ่งแบ่งแยก   อนิเมะเป็นเพียงเรื่องราวเรื่องหนึ่ง    เรื่องราวที่มองได้หลายแง่

เรื่องราวที่แฝงไปด้วยข้อคิด  ผมเคยหยุดดูClannadไปรอบนึงเพราะดันไปเจอสปอยของภาคAfter

ซึ่งนั่นทำให้ผมทำใจยอมรับไม่ได้  แต่หลังจากได้โหมดูClannadอย่างหนักอีกรอบ

ผมได้คำตอบกับสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต...Keyบอกผมว่าเรื่องราวมากมาย

ทั้งทุกข์ สุข ร้องไห้ หรือหัวเราะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิตของทุกคน  

บางครั้ง  เราไม่จำเป็นต้องร้องไห้ให้กับสิ่งที่สูญเสียไป...ผมเลิกกลัวที่จะหันหน้าเข้าหาความเจ็บปวดอีกครั้ง

แม้จะเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด  แต่นั่นก็เป็นความทรงจำแสนล้ำค่า  

บางครั้งความสุขอยู่ใกล้กับตัวเรา  เพียงแค่ว่าเรายังไม่เริ่มออกค้นหามัน

ถึงแม้ว่าโลกนี้จะไม่ได้มีแต่ความสุขหรือสิ่งสวยงาม   แต่นั่นก็เป็นโลกที่เราอาศัยอยู่...

นานมาแล้วที่ฉันไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ผิดชอบชั่วดี ค่านิยม หรือแม้แต่หลักการง่ายๆอย่างเหตุผล

สำหรับฉันแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ นามธรรม ที่มนุษย์ส่วนมากสร้างขึ้นมา  ไม่ได้มีความหมายมากมาย

อะไรนัก    อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับมันก็แค่นั้น...

 เฉกเช่นกับคำพร่ำสอนต่างๆของศาสนาหรือคนยุคก่อน...มันไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าการ

ที่จะทำให้มนุษย์ส่วนมากอยู่ร่วมกันได้...โดยที่ต้องทอดทิ้งสิ่งที่ตนพอใจ  และน้อมรับเอาหลักการที่พวกเขาสร้าง

สำหรับฉันแล้วหลักการหรือแนวทางเหล่านั้นมัน"ไม่ใช่"สิ่งที่ฉันต้องการเลย  ฉันรู้ว่าหากไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้น

แล้วสังคมส่วนใหญ่จะปฎิเสธซึ่งการมีอยู่ของฉัน ฉันไม่เข้าใจเลย...เพียงแค่ความแตกต่างของหลักการ..ก็แค่นั้น

ฉันใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของหลักการเพียงหนึ่งเดียวที่ว่าคือ"ความพอใจ" โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองยังไง

ฉันแค่ใช้ชีวิตตามแบบของฉันโดยพยายามให้กระทบต่อผู้อื่นน้อยที่สุด  และแล้ว  กว่าจะรู้อีกทีว่าคิดผิด

ก็สายเกินไปเสียแล้ว...ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกของตัวเองต่อไปได้หรือไม่

แต่มันคงไม่สำคัญ  เพราะตอนนี้ฉันไม่มีที่อื่นที่จะให้ยืนอยู่อีกแล้ว...แม้จะมีบางคนที่พยายามจะช่วยเหลือ

แต่กำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมันสูงใหญ่เกินกว่าจะฉันหรือใครๆจะป่าข้ามผ่านมันได้...

สำหรับฉันแล้ว...ตอนนี้คงเป็นได้เพียงแค่ร่างโทรมๆกับใจทรามๆในสายตาของผู้อื่น...แต่มันก็..แค่นั้น~*

 

 

 

edit @ 14 Apr 2010 00:48:00 by Sneak Doctor

edit @ 14 Apr 2010 22:56:21 by Sneak Doctor

แต่งเล่นยามว่าง...~*

posted on 24 Feb 2010 23:40 by 1moretime

                            ต่าง...

    ต่างคนต่างความคิด      ต่างชีวิตต่างความฝัน

ต่างใจต่างผูกพันธ์            ต่างยึดมั่นต่างศรัทธา

                           ความรัก...

    ยามไร้กลับใฝ่หา           ยามได้มากลับทุกข์ใจ

ยามเก็บดั่งฟืนไฟ              ยามจากไปใจร้าวราน

edit @ 16 Apr 2010 20:57:48 by Sneak Doctor

กลางวันและกลางคืน...~*

posted on 23 Feb 2010 00:28 by 1moretime

    กว่าจะรู้ตัว...ช่วงเวลาที่ฉันอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ก็ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด

ฉันชอบชีวิตในยามราตรี  ยามที่ทุกอย่างดูสงบราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน   สายลมเย็น...ความกลัวที่คิดไปเอง

ฉันชอบยามที่ทุกอย่างมืดมิด...เมื่อทุกอย่างมืดมิด  ทุกอย่างจึงเท่าเทียม

หากว่าไม่มีสิ่งใดเจิดจรัส  ย่อมไม่มีสิ่งใดมืดมน...~*

ฉับเริ่มเกลียดการใช้ชีวิตในตอนกลางวัน   เวลาแห่งการเร่งรีบ  แข่งขัน   อากาศที่เต็มไปด้วยควันเสีย...

ฉันไม่ชอบแสงสว่างในตอนกลางวัน    วัตถุไม่ได้ดูสว่างสดใสเพราะแสงแห่งดวงอาทิตย์อันเจิดจรัส

แต่เพราะมีเงาดำคอยขับเน้นอยู่เบื้องหลัง...ทุกที่ที่มีแสงสว่าง...ย่อมมีเงาอันมืดมิด

หากการเจิดจรัสมีเบื้องหลังคือเงามืด...ฉันคงไม่ต้องการความเจิดจรัสใดๆ

หากแสงสว่างสะท้อนความโสมมของโลกใบนี้...สู้อยู่ในความมืดตลอดกาลเสียยังดีกว่า~*

    หลายต่อหลายคนมักพูดเสมอว่า เกิดมาทั้งทีต้องทำให้ดีที่สุด    คนเราต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า  บลาๆๆ

จนมันกลายเป็นค่านิยม...เป็นหลักการและเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของคนส่วนใหญ่(รึเปลานะ)

แต่มันใช่สำหรับทุกคนจริงหรือ?  นั่นเป็นคำถามที่ฉันเฝ้าถามตัวเองมาตลอด

แต่สำหรับฉัน  ฉันไม่ยึดถือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่  ฉันไม่แคร์ในจุดหมายของชีวิต

เพียงแค่อยู่ต่อไปอย่างที่ฉันพอใจ...รู้สึกตัวอีกทีฉันก็กลายเป็น"คนเลว"ในสังคมไปเสียแล้ว

เพียงแค่แนวคิดที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่   เพียงแค่ไม่ยึดถือในสิ่งที่ส่วนใหญ่ยึดถือ...

ก็จะกลายเป็นเพียงคนไร้ค่าที่ถูกตีตราบาป....

ฉันเชื่อในกฎแห่งวิทยาศาสตร์  ศรัทธาในอำนาจแห่งเงินตรา   ใช้ชีวิตอยู่เพียงเพื่อพอใจในตอนนั้น

 

 

ความรู้สึก"กำกวม"

posted on 14 Feb 2010 01:14 by 1moretime

   รักเธอ  แต่ไม่แน่ใจว่าเธอจะรักกันรึเปล่า   

อยากคบหา  อยากรู้จัก  อยากใกล้ชิด...แต่กลับกลัว

กลัวตนเองจะเป็นโซ่ถ่วงแขนขา     กลัวเธอจะตกต่ำเพราะคนที่ต่ำช้า

กลัวความเจิดจรัสต้องแปดเปื้อนด้วยความโสมมของเศษคน

อยากเริ่มต้น  แต่กลับกลัวจุดจบ.....ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยแหะ

   วันนี้เป็นวันแรกของเทอม2ที่ได้เข้าshop MB(เราเรียกกับว่าช็อปตะไบ)

อาจารย์พาเข้าไปสอนทฤษฎีเบื้องต้นเกี่ยวกับการตะไบ  แจกแบบแผนชิ้นงานที่จะทำ

และมอบก้อนสีดำๆทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ  หนาพอๆกับหนังสือเรียน

อาจารย์บอกนี่คือเหล็กก้อนที่เราจะต้องอยู่กับมันตลอดเทอมนี้และทำมันให้เป็นซีแคล้มให้ได้

เริ่มจากภารกิจแรก...กำจัดคราบแสล็ก(คราบสีดำที่เกาะเหล็ก)ด้วยตะไบอาวุธคู่กาย

การขูดแสลกตอนแรกนั้นทำได้ยากมากเพราะว่ามันลื่น   พอถากๆถูๆไปสักพักก็จะเริ่มตะไบง่ายขึ้น

เราใช้เวลาวันแรกทั้งวันในการกำจัดแสล็กด้านที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่ๆ2ด้าน....ปวดแขนแหะ

ณ ซอกหลืบหนึ่งของความไร้สาระ  ได้มีลูกนกลืมตาตื่นขึ้นดูโลกในรังอันอบอุ่น

หลังจากมันเกิดได้ไม่นาน  ได้มีพายุใหญ่พัดผ่านทำให้ลูกนกตกจากรัง 

จากเหตุการณ์ในวันนั้  ลูกนกได้รับบาดเจ็บที่ปีก  

วันวานผ่านไป  มันพยายามจะบินอย่างไม่หยุดหย่อน  ไม่ย่อท้อต่อบาดแผลที่เจ็บแสนสาหัส.....

ด้วยความพยายามและแรงใจอันแกร่งกล้าทำให้มันทะยานเหินฟ้าได้ในที่สุด

แต่หลังจากที่มันเริ่มโบยบิน  พายุใหญ่ได้ตั้งเค้าอีกรอบ...

พายุแห่งความสิ้นหวัง  ความสูญเสีย  ความเศร้า  ความเจ็บปวด  กระหน่ำถาถมเข้าใส่เจ้านกน้อย

ด้วยร่างกายที่มีขีดจำกัด มันไม่อาจต้านทานแรงพายุใหญ่

...มันร่วงลงสู่ผืนดินและได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งกายและใจ

วันเวลาผ่านไป บาดแผลทางกายเริ่มจางหาย  แต่บาดแผลทางใจมิอาจลบเลือน

มันเลิกคิดที่จะทะยานไปบนท้องฟ้า....แต่แล้วมันกลับได้พบกับแรงลมแห่งความหวัง...

โดยที่ยังไม่ทันรู้ตัว  มันเริ่มกางปีกออกอีกครั้ง...แต่

"ฉันไม่อยากให้ปีกอันโสมมของฉันทำให้ท้องฟ้าและสายลมต้องหม่นหมอง"~*

มันหันมาถามคุณซึ่งเปรียบดั่งผืนดินว่า"ฉันควรทำอย่างไรดี"~*

 

 

edit @ 1 Feb 2010 21:07:26 by Sneak Doctor